เทคโนโลยี Big Data เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นเงิน



Big Dataคืออะไร?


Big Data คือ การประมวลผลวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ภายในชุดข้อมูลประกอบไปด้วยข้อมูลรูปแบบโครงสร้าง (Structured) คือข้อมูลภายในฐานข้อมูล และข้อมูลรูปแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured) เช่น ไฟล์เอกสาร word, pdf. , html, E-mail และ social media post และ การบันทึกเสียง เป็นต้น ซึ่งจากผลสำรวจพบว่า 10 เปอร์เซ็นของBig Data เป็นข้อมูลแบบโครงสร้าง (Structured) อีก 90 เปอร์เซ็นที่เหลือ เป็นข้อมูลแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured) และในโลกดิจิทัลข้อมูลก็มีแน้วโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรนำ Big Data มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล






คุณสมบัติ ของ Big Data


คุณสมบัติของ Big Data มีด้วยกัน 3 อย่างคือ


Volume : ปริมาณของข้อมูลที่มีจำนวนมาก ซึ่งเมื่อก่อนเราจะพบปัญหาการจัดเก็บข้อมูลมีข้อจำกัด เนื่องจากข้อมูลบางอย่างมีขนาดใหญ่ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้ แต่ปัจุบัน เรามีเทคโนโลยี Big Data ที่ทำให้การจัดเก็บข้อมูลสามารถทำได้ไม่มีขีดจำกัด


Variety : รูปแบบของข้อมูลมีความหลายหลายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Text รูปภาพ ไฟล์เสียง วิดีโอ และอื่นๆอีกมากมาย ทำให้การจัดเก็บข้อมูลแบบเดิมๆนั้นไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลได้ทั้งหมด ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยี Big Data จะช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ ทำให้เราสามารถจัดเก็บข้อมูลได้ไร้ขีดจำกัด


Velocity : การเข้าถึงข้อมูลจะเป็นแบบ Real Time สะดวก รวดเร็ว




Big Data ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร


การนำ Big Data มาใช้ในธุรกิจของเรา จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสภาพตลาดของธุรกิจมากขึ้น จากการวิเคราะห์ Big Data จะทำให้เรารู้ว่าสินค้าและบริการชนิดไหนที่ลูกค้าเลือกใช้มากที่สุด และน้อยที่สุด เมื่อเราทราบสภาพตลาดของสิ้นค้าและบริการของเราแล้ว เราก็จะสามารถนำผลมาวางแผนพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น


นอกจากนี้ก็จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ จะทำให้เราสามารถมองเห็นพฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคได้ดีมากขึ้น เมื่อเรารู้ความต้องการของผู้บริโภค ก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาสินค้า และบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดมากที่สุด อีกทั้งยังสามารถรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบของผู้บริโภค เพื่อนำมาแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาต่อไปในอนาคตได้


ตัวอย่างธุรกิจที่นำ Big Data ไปใช้



Starbucks


Starbucks ธุรกิจร้านกาแฟที่มีสาขาทั่วโลก ได้นำ Big Data ไปใช้ในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้บริการของลูกค้า ผ่านMobile App โดยให้ลูกค้าสามารถ สั่งเครื่องดื่ม และอาหารล่วงหน้าผ่านทาง Starbucks App โดยข้อมูล Orderที่ลูกค้าสั่งก็จะส่งตรงไปถึง Barista ทันที


ข้อมูลจาก Starbucks Mobile App ก็ทำให้ Starbucks สามารถเก็บข้อมูลการสั่งซื้อเครื่องดื่มและอาหารภายในร้านได้ทุกสาขา ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ข้อมูล Starbucks นำข้อมูลไปวางแผนเพื่อทำการตลาด และโปรโมชั่นแคมเปญต่อไป รวมถึงนำไปใช้ในการตัดสินใจเลือกที่ตั้งสำหรับขยายสาขา และปรับปรุงพัฒนาสูตรเครื่องดื่มในอนาคต



Spotify


ไม่ใช่แค่ Netflix ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการวางแผนธุรกิจ ตอนนี้ Spotify ก็ได้นำเทคโนโลยี AI และ Big Data มามีส่วนในการวางแผนและพัฒนา Application ให้สามารถนำเสนอ และแนะนำ Playlist และ Streaming ที่ผู้ใช้น่าจะสนใจให้แก่ผู้ใช้งาน

โดยในแต่ละสัปดาห์ Spotify จะนำเสนอ Playlist ที่เหมาะสมให้แก่ผู้ใช้แต่ละคน โดยจะเป็นเพลงที่มีเนื้อหา และแนวเพลงที่อ้างมาจากประวัติการฟังเพลงข้องผู้ใช้ ซึ่งเป็นอัเดทเพลงใหม่ๆ จากศิลปินที่มีแนวเพลงตามที่ผู้ใช้ชอบ


นอกจากนี้ Spotify ได้เปิดตัว Spotify for Artists Application ที่จะช่วยให้ศิลปินเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเพลงของตัวเองรวมถึงความคิดเห็นของผู้ใช้ที่มีต่อเพลงและศิลปิน.


Big Data นอกจากจะช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจได้ดีมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราจัดเก็บข้อมูลได้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งตอนนี้หลายๆองค์กรในประเทศไทยก็เริ่มมีการนำ Big Data มาใช้แล้วเหมือนกันค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก

ทำไมธุรกิจจึงต้องใช้ Big Data : https://www.g-able.com/digital-review/why-using-big-data-in-business/

5 Companies Using Big Data and AI to Improve Performance : https://blog.kolabtree.com/5-companies-using-big-data-and-ai-to-improve-performance/

ดู 144 ครั้ง

© 2018 Seed Soft Solution 

Office Address : บริษัท ซี๊ดซอฟต์ โซลูชั่น จำกัด 66 ซอย โกสุมรวมใจ 35 เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร

ผ่านการรับรองมาตรฐานซอฟต์แวร์  ISO 29110
ใบรับรองเลขที่ TH/IF29110/00050/2012